วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

ข้อห้ามผู้หญิงล้านนาในอดีต


ข้อห้ามผู้หญิงล้านนาในอดีต มีดั้งนี้

๑. ห้ามเข้าใกล้บริเวณบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นบ่อน้ำที่คนล้านนาให้ความเคารพ มีทั้งบ่อที่มีมาช้านานตั้งแต่โบราณ และบ่อที่พบใหม่ ส่วนมากจะเป็น บ่อน้ำที่รักษาโรคได้สารพัดโรค ดังนั้นบริเวณรอบบ่อจะสร้างรั้วราชวัตรกั้นไว้ บุคคลที่จะเข้าไปในเขตรั้วเพื่อตักน้ำในบ่อ ถ้าสวมหมวกจะต้องถอดออก ถ้าสวมรองเท้าจะต้องถอดรองเท้า ก่อนที่จะตักน้ำ จะมีการกราบไหว้บูชา แล้วตั้งคำอธิษฐานขอให้หายจาก โรคอะไร บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ทุกบ่อ ห้ามผู้หญิงเข้าไปในบริเวณรั้วราชวัตร ถ้าต้องการน้ำศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอให้ผู้ชายเป็นคนตักให้ ถ้าผู้ผู้หญิง เข้าใกล้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าน้ำในบ่อจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่มีประจำเดือนเข้าใกล้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่า จะทำให้น้ำในบ่อเน่าเสีย

๒.ห้ามนั่งปากบ่อน้ำ

บ่อน้ำ เป็นสิ่งนับถือของคนโบราณ ถือว่าน้ำเป็นสิ่งที่มีคุณ ทั้งน้ำกินน้ำใช้ได้จากบ่อ เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนยี่เหนือ และวัน สงกรานต์ ชาวบ้านจะนำประทีปไปจุดบูชาที่บ่อน้ำ เพื่อเป็นการบูชาคุณน้ำ และเป็นการขอขมาน้ำด้วย เมื่อบ่อน้ำถือเป็นสถานที่มีคุณ คนโบราณจึงห้ามนั่งบนปากบ่อ ถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เห็นผู้ชายนั่ง จะดุด่า ตักเตือนไม่ให้นั่งอีก โดยบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นการลบหลู่คุณของน้ำ แต่ถ้ามีผู้หญิงใด นั่งปากบ่อน้ำ ถ้าผู้เฒ่าผู้แก่เห็นจะโกรธและดุด่าอย่างรุนแรง เพราะ เชื่อว่า ถ้าผู้หญิงนั่งปากบ่อน้ำ จะทำให้น้ำในบ่อนั้นเน่าเสีย และจะต้องเอาน้ำส้มป่อยไปประพรมขอขมาลาโทษบ่อน้ำนั้น

๓. ห้ามเข้าไปเหยียบในบริเวณลานพระธาตุเจดีย์
พระธาตุเจดีย์ เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นบริเวณรอบ องคพระธาตุจึงนิยมทำกำแพงแก้วกั้นไว้เป็นบริเวณลาน (ข่วง) พระธาตุ บุคคลใดประสงค์จะเข้าไปที่ลานในกำแพงแก้ว เพื่อกราบไหว้บูชา หรือเข้าไปทำความสะอาด ถ้าสวมหมวกจะต้องถอดออก ถ้าสวมรองเท้าต้องถอดรองเท้า และที่ห้ามเข้าไปในบริเวณลานเจดีย์ คือ ผู้หญิง ถือว่าถ้าผู้หญิงเข้าไปจะทำให้เสียความศักดิ์สิทธิ์ แต่คนโบราณก็ไม่ได้กล่าวว่าเพศหญิงเป็นเพศต่ำ ป้ายห้ามผู้หญิงเข้าไปภายในบริเวณลาน พระธาตุวัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ พระธาตุหริภุญชัย ลำพูน พระธาตุลำปางหลวง และทุกวัดในเขตล้านนา

๔. ห้ามเข้าพระอุโบสถหรือในเขตกำแพงแก้วพระอุโบสถ
พระอุโบสถ คืออาคารที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ ในล้านนาจะเป็นอาคารหลังไม่ใหญ่ และจะห้ามผู้หญิงเข้า แม้กระทั่งในเขตของ กำแพงแก้วก็ห้ามเหยียบเข้าไป ถ้าผู้หญิงเข้าจะทำให้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังมีข้อแม้ว่า ถ้าผู้หญิงใดกำเนิดลูกผู้ชาย จำนวน ๗ คน และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุทั้ง ๗ คน จึงจะเข้าอุโบสถได้

๕. ห้ามกินผลไม้แฝด
ผลไม้แฝด คือผลไม้ ๒ ลูกออกมาเชื่อมติดกัน เช่น กล้วย มะม่วง มะปราง เป็นต้น ในล้านนาจะห้ามผู้หญิงกินผลไม้นั้น เชื่อว่า จะทำให้ผู้หญิงนั้นมีลูกแฝด เพราะการมีลูกแฝดสมัยโบราณนั้นไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้หญิง เนื่องจากอาจเกิดอันตรายจากการคลอด และจะยุ่งยากลำบากในการเลี้ยงดู

๖. ห้ามเก็บพืชผักในระหว่างที่มีประจำเดือน
ในบริเวณสวนหลังบ้านของคนแต่ก่อน จะเป็นที่ปลูกพืชผักสำหรับปรุงอาหาร ผักที่ใช้ประกอบการปรุงอาหาร เช่น ผักไผ่ สะระแหน่ ผักคาวทอง ต้นหอม ผักชี ผักสำหรับจิ้มลาบ เป็นต้น ผู้หญิงใดที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ท่านห้ามเก็บผักเหล่านี้ ถ้าผู้หญิงที่มีประจำเดือนเก็บผักดังกล่าว เชื่อว่า ผักจะแห้ง เฉาตายลง ผู้ใหญ่ก็จะรู้ว่ามีผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือนฝ่าฝืน ข้อห้าม และต้องมีการดุด่าว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้ทำอีก

๗. ห้ามใช้เท้าเตะถีบเพศชายหรือสัตว์เพศผู้ 
คนโบราณถือว่าเพศชาย หรือเพศผู้ เป็นเพศที่สูง เป็นเพศที่ประเสริฐ จึงอบรมสั่งสอน เพศหญิงให้เคารพเพศชาย ท่านกล่าว ไว้ว่าผู้ชายที่ตั้งความปรารถนาและอธิษฐานขอเกิดเป็นผู้หญิงนั้น ใช้เวลาเพียง ๑ ชาติ ก็จะได้เกิดเป็นผู้หญิงสมความปรารถนา แต่ถ้าผู้หญิงตั้งความปรารถนาและอธิษฐานขอเกิดเป็นผู้ชาย ต้องใช้เวลาถึง ๕๐๐ ชาติ จึงจะได้เกิดเป็นผู้ชาย ดังนั้น จึงสอนไม่ให้เพศ หญิงใช้เท้าซึ่งถือว่าเป็นของต่ำ เตะถีบเพศชาย แม้กระทั่งสัตว์ดิรัจฉานบางประเภท เช่น ช้าง ม้า วัวควาย สุนัข เป็นต้น ที่เป็นเพศผู้ก็ห้ามผู้หญิงใช้เท้าเตะถีบเช่นกัน

การนับถือผีปู่ย่าในล้านนา



การนับถือผีปู่ย่าในล้านนา
ผีปู่ย่า เป็น ผีหรือวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นผีประจำตระกูลที่มีการนับถืออยู่ในวงศ์ญาติเดียวกัน มีบทบาทและหน้าที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มเครือญาติ ทำให้มีการแก้ไขปัญหาหรือยุติข้อขัดแย้งในหมู่เครือญาติได้การนับถือผีปู่ย่านั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการสืบเชื้อสายและการนับถือเครือญาติ เรียกว่าเป็นกลุ่มผีเดียวกัน ซึ่งเป็นการสืบทอดทางสายมารดาพราะฉนั้นการนับถือผีปู่ย่าจะมีการถ่ายทอดผ่านทางผู้หญิงเท่านั้น เชื่อกันว่าคติการนับถือผีปู่ย่านั้นจะเป็นแบบแผนวัฒนธรรมของชาวล้านนามาแต่โบราณ แต่จากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ได้พบว่านอกเหนือจากชาวล้านนาและไทลื้อที่สิบสองปันนาที่มีการนับถือผีปู่ย่าด้วยแล้ว ยังมีชาติพันธุ์เผ่าไทอีก ๗ เผ่า
ได้แก่ เผ่าไทหย่า ไทยั้ง ไทจุ่ง ไทลาย ไทเหนือ ไทดำ และไทน้ำ
ล้วนมีการนับถือผีปู่ย่าด้วยกันทั้งสิ้น ตระกูลหรือญาติที่เป็นผีเดียวกันกลุ่มหนึ่งๆ จะมีหอตั้งผีอยู่ที่บ้านต้นตระกูลหรือบ้านเก๊าผีตั้งอยู่บริเวณหัวนอน หรือที่แจ่งมุมของเขตรั้วบ้าน แต่บางบ้านอาจไม่มีหอผีจะมีแต่หิ้งผีปู่ย่าตั้งไว้ภายในบ้านที่หัวนอนในห้อง ของเจ้าของบ้าน มีเก๊าผีคือ ผู้หญิงที่มีอาวุโสเป็นผู้สืบทอดประกอบพิธีกรรมบูชาเซ่นสรวงและมักจะเป็น ม้าขี่หรือ ร่างทรง
ในการนับถือผีปู่ย่า  นอกจากจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บ้านผีเก๊าดังกล่าวมาแล้ว แต่ในการปฏิบัติบูชากลุ่มคนที่อยู่ในสายผีเดียวกันในทุกหลังคาเรือนจะต้องมีหิ้งผีปู่ย่าอยู่ในทุกบ้าน
หิ้งผีปู่ย่านั้น  นิยมจัดตั้งไว้บนหัวนอนเจ้าของบ้านโดยสูงจากพื้นบ้านประมาณ สองเมตรถือเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นเกะกะใกล้ไม่ได้ผู้อาวุโสหรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องกับผีปู่ย่าได้
ในครอบครัวที่เคร่งครัดจะจัดสำรับกับข้าวด้วยอาหารคาวหวานอย่างละเล็กละน้อย พร้อมกับคนโทน้ำเซ่นไหว้ทุกวัน เพราะเชื่อว่าหากเลี้ยงไม่ดีเท่าที่ควรแล้ว ผีปู่ย่าจะอดอยาก อาจจะทำโทษให้ครอบครัวเดือดร้อนต่างๆนานา เป็นต้นว่าเด็กเล็กจะเจ็บป่วย แต่หากปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
จะช่วยคุ้มครองและดลบันดาลให้เกิดโชคลาภต่างๆได้
ผีปู่ย่าที่อยู่ในเรือนเหล่านั้นบางครั้งก็จะถูกเรียกว่าเป็น ผีเรือน หรือ ผีเฮือน เพราะช่วยให้ความคุ้มครองบ้านเรือนและลูกหลานที่อยู่ในเรือนด้วย แต่บางครั้งความหมายของคำว่าผีเรือนของชนบางกลุ่มก็หมายถึงวิญญาณของพ่อแม่ ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้ว
จากการเล่าขานของคนล้านนาได้พบว่า ความหมายของผีเรือนในบางท้องที่ ของล้านนานั้นหมายถึงผีหลายๆ ตนที่อยู่ในเรือนและทำหน้าที่ต่างๆ กันซึ่งในจำนวนนี้จะมีผีพ่อของเจ้าของเรือนอยู่ด้วย โดยมีผีปู่ย่าหรือผีวงศ์ซึ่งเป็นผีประจำตระกูลเป็นหัวหน้าใหญ่สุดอยู่บน เรือน อย่างไรก็ดีผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษของบางสายตระกูลที่เป็นผู้นำทางสังคม เช่น หัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเมือง หรือกษัตริย์ นอกจากจะได้รับการนับถืออยู่ในกลุ่มวงศ์ตระกูลแล้ว ยังได้รับการนับถือบูชาจากชาวบ้านชาวเมืองอีกด้วย ดังนั้นผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษของผู้ นำทางสังคมจึงมีฐานะเป็นทั้งผีประจำ ตระกูลและผีของชุมชนด้วย ซึ่งในส่วนที่มีบทบาทต่อชุมชนนั้นจะมีชื่อเรียกว่า ผีเสื้อบ้าน หรือ ผีเสื้อเมือง และจะมีบทบาททางสังคมเพิ่มขึ้น เพราะนอกเหนือจากการที่จะต้องดูแลลูกหลานในวงศ์ตระกูลแล้ว ยังจะต้องดูแลชาวบ้านหรือชาวเมืองอีกด้วย
ซึ่งบทบาทเช่นนี้มีลักษณะเหมือนบทบาทของหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเมือง หรือ กษัตริย์ จะเห็นได้ว่าบทบาทของผีปู่ย่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในสังคมหลายระดับ นับตั้งแต่ระดับครัวเรือน เครือญาติวงศ์หรือสายผีเดียวกัน และระดับชุมชน ในกรณีที่ผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษของผู้นำทางสังคมทำหน้าที่เป็นผีเสื้อบ้าน หรือผีเสื้อเมือง จึงทำหน้าที่ที่อาจจัดอยู่ในประเภทเป็นผีอารักษ์หรือผีเจ้านาย ดังในด้านประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีปู่ย่านั้นโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่นับถือผีปู่ย่าจะต้องมีการเซ่นไหว้หรือที่เรียกว่า เลี้ยงผี ในโอกาสต่างๆ เป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
ทั้งนี้เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าผีปู่ย่าจะช่วยคุ้มครองลูกหลาน ไม่ว่าจะไปทำกิจกรรมใดๆ เช่น เดินทางไกล แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ค้าขาย มีคนมาพักในบ้าน เจ็บป่วยได้ไข้ ฯลฯ จะต้องบอกกล่าวให้ทราบ และบนบานขอร้องให้ช่วยคุ้มครอง ดังนั้นจึงต้องมีการเลี้ยงผีเพื่อเป็นการสักการะวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นการขอขมา แสดงความขอบคุณที่ได้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษา และอำนวยอวยผลให้เกิดความสำเร็จในการทำมาหากินในช่วงเวลาที่ผ่านมา
คนในปัจจุบันละเลยผีบรรพบุรุษ ทำให้ลูกหลานไปอยู่ที่ไกลหาโอกาสกลับมารวมกันได้ยาก โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการเสียผี ค่าปรับค่าล่วงเกินเกี่ยวกับผี ไม่มีในหัวใจคนสมัยใหม่ จึงทำให้หญิงสาวถูกล่อลวง เสียผู้เสียคนไปมากต่อมาก

ประเพณีไหว้พระธาตุดอยตุง


ประเพณีไหว้พระธาตุดอยตุง
การขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยตุุง เป็นประเพณีชาวล้านนา รวมทั้งชาวไทยใหญ่ ในพม่า ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยพากันเดินทางด้วยเท้า ไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ในช่วงประเพณีไหว้พระธาตุ คือราวเดือนมีนาคมของทุกปี
พิธีกรรม 

ในวันเพ็ญเดือน ๖ พุทธมามะกะจากทุกทิศ จะเดินทางขึ้นไปบนยอดดอยตุง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กิจกรรมในวันนั้นภาคกลางวัน มีการบูชาพระรัตนตรัย รับศีล และฟังเทศน์ กลางคืนมีการเวียนเทียน รอบองค์พระธาตุ
ในอดีต ผู้ที่เดินทางมักเดินจากเชิงเขาที่บ้านห้วยไคร้ อำเภอแม่สายขึ้นไปเป็นระยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร ปัจจุบันนี้ นิยมเดินทาง ด้วยรถยนต์ตามถนนลาดยางที่แยกจากถนนพหลโยธินที่ บ้านสันกอง อำเภอแม่จัน  ส่วนผู้ที่นิยมเดินขึ้นเหลือน้อยลง เพราะถนนสำหรับรถยนต์ได้ทับเส้นทางเดินเท้าหลายแห่ง
ความสำคัญ  
พระธาตุดอยตุง เป็นปูชนียสถานเก่าแก่ของชาวพุทธในเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้ง ชาวพุทธในรัฐเชียงตุง ประเทศพม่า และในประเทศลาว การไหว้พระธาตุดอยตุงเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น
ประเพณีของชาวพุทธมีการสมาทานศีลและการฟังเทศน์เป็นหลักซึ่งเป็นไป เพื่อชำระจิตใจให้ปราศจากกิเลส และฝักใฝ่ทางกุศล การเดินทางขึ้นไป บนยอดดอยตุงแสดงให้เห็นศรัทธา ความเพียร และความอดทน



พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง


เสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล

การเข้าอินทขิล จะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก

ตำนานอินทขิลหรือตำนานสุวรรณคำแดง 
ที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เดิมมีเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า ในตำนานกล่าวว่า เสาอินทขิลเดิมนั้นหล่อด้วยโลหะ จนกระทั่งสมัยพระเจ้ากาวิละ ราวปี พ.ศ. 2343 ได้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี บนเสาเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง เสาอินทขิลนี้สูง 1.30 เมตร วัดรอบได้ 67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร วัดโดยรอบได้ 3.40 เมตร ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนครกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและการฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน



วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์รัชกาลที่ 7 ราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชอาณาจักรล้านนาไทย พระองค์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ.1934 ด้านหน้า พระวิหารหลวง เป็นที่ตั้งของเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน และกล่าวว่า แต่เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง (หรือวัดอินทขิล) ซึ่งเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราชข้างศาลากลางหลังเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้เมือปี พ.ศ.2343 ต่อมา วิหารอินทขิลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พอปี พ.ศ.2496 ครูบาขาวปี นักบุญแห่งล้านนาไทยอีกท่านหนึ่ง จึงได้สร้าง วิหารอินทขิลขึ้นใหม่ ในรูปทรงหรือสถาปัตยกรรมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และท่าน ยังนำเอาพระพุทธรูปปางขอฝน หรือ พระคันธารราษฎร์ประดิษฐานไว้บนเสาอินทขิลอีกด้วย เพื่อให้ชาวเมืองได้กราบไหว้บูชาคู่กับหลักเมือง ต่อมาปี พ.ศ.2514 นางสุรางค์ เจริญบุญ ได้บริจาคทรัพย์ 100,000 บาท ทำการซ่อมแซมวิหารอินทขิลอีกครั้ง เสาอินทขิล (เสาที่พระอินทร ์ประทานให้) เป็นเสาหลักบ้านหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เป็นที่เคารพสักการะ และนับถือว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวม วิญญาณของชาวเมือง และบรรพบุรุษในอดีต เป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ในสมัยก่อน ได้มีการทำพิธี สักการบูชา เสาอินทขิลเป็นประจำทุกปี การทำพิธีดังกล่าวมักจะทำในปลายเดือน 8 เหนือ ข้างแรมแก่ๆในวันเริ่มพิธีนั้น พวกชาวบ้านชาวเมืองทั้งเฒ่าแก่ หนุ่มสาว จะพากันนำเอาดอกไม้ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยใส่พาน หรือภาชนะ ไปทำการ สระสรงสักการบูชา การทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะเริ่มทำในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ (ภาคเหนือนับเดือนไวกว่าภาคกลาง 2 เดือน) เป็นประจำทุกปี จึงเรียกกันว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก พิธีบูชาเสาอินทขิล พิธีนี้กระทำโดยการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิลกับรูปกุมภัณฑ์และฤาษี ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองอยู่สงบสุขร่มเย็น ช่วงเวลาสำหรับทำพิธีบูชาเสาอินทขิล คือ ช่วงปลายเดือน 8 ต่อต้นเดือน 9 วิหารอินทขิลจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปสักการบูชาตั้งแต่เช้า ซึ่งจะต้องทำพิธีพลีกรรมเครื่องบูชาดังนี้

เครื่องบูชามี  ข้าวตอกดอกไม้ และเทียน 8 สวย พลู 8 สวย ดอกไม้เงิน 1 ผ้าขาว 1 รำ ช่อขาว 8 ผืน มะพร้าว 2 แคนง กล้วย 2 หวี อ้อย 2 เล่ม ข้าว 4 ควัก (กระทง) แกงส้ม แกงหวาน อย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง ใส่ขันบูชา

การบูชาต้นยางหลวง ในวัดเจดีย์หลวง เครื่องบูชามี เทียน 2 คู่ พลู 2 สวย ดอกไม้ 2 สวย หมาก 2 ขด 2 ก้อม ช่อขาว 4 ผืน หม้อใหม่ 1 ใบ กล้วย 1 หวี ข้าว 4 ควัก แกงส้มแกงหวานอย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง
การบูชากุมภัณฑ์ 2 ตน ในวัดเจดีย์หลวง ให้แต่งหอไม้อ้อต้นละหอ เครื่องบูชามีเทียนเงิน 4 เล่ม เทียนคำ 4 เล่ม ช่อขาว 8 ผืน ช่อแดง 8 ผืน ฉัตรขาว 2 ฉัตรแดง 2 มะพร้าว 4 แคนง กล้วย 4 หวี อ้อย 4 เล่ม ไหเหล้า 4 ไห ปลาปิ้ง 4 ตัว เนื้อสุก 4 ชิ้น เนื้อดิบ 4 แกงส้มแกงหวานอย่าง 4 เบี้ย 1300 หมก 1000 ผ้าขาว 1 รำ อาสนะ 12 ที่ การบูชาช้าง 8 ตัว

ที่พระเจดีย์หลวง ช้างแต่ละตัวมีเครื่องบูชาดังนี้ เทียนเงิน 1 คู่ เทียนคำ 1 คู่ ฉัตรแดง ช่อแดง 1 มะพร้าว 1 แคนง กล้วย 1 หวี อ้อย 1 เล่ม หญ้า 1 หาบ หมาก 1 ขด 1 ก้อม พลู 1 เล่ม ข้าวตอกดอกไม้แดง 7 อย่าง ใส่ขันบูชา พิธีใส่ขันดอก เป็นพิธีที่กระทำต่อ จากการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิล ทางวัดจะเตรียมพานเรียงไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนนำดอกไม้ที่ตนเตรียมมาไปวาง ในพาน (ขัน) จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ การถวายดอกไม้เป็นการแสดงความเคารพบูชาแก่เสาอินทขิล
กุมภัณฑ์ ฤาษี และพระรัตนตรัย สาระ ทำให้ประชาชนทราบความเป็นไปของบ้านเมือง ทำให้มีความหวังว่าในปีที่กำลังจะมาถึงจะมีความอุดมสมบูรณ์ และประชาชนจะอยู่ดีกินดี



ความเชื่อของคนล้าานา


ความเชื่อพื้นบ้านล้านนา
คนล้านนามีความเชื่อ ในเรื่องต่างๆ และยึดถือนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ วันเกิดจนถึงวันตาย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้มีความร่มเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งแก่ตน ครอบครัว และสังคมส่วนรวม ความเชื่อของคนล้านนานั้น นอกจากความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาหลักแล้ว ยังมีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ผีสาง เทวดา เรื่องโชคลาง สังหรณ์ เรื่องเหนือธรรมชาติ ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ความเชื่อเหล่านี้ คน ล้านนาได้นำมาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนทำให้เกิดเป็นประเพณี พิธีกรรมและ วัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ล้านนาไปในที่สุด

1. ความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์
หอยเบี้ย เชื่อว่าเมื่อผูกตัวหอยเบี้ยไว้กับแขนของเด็ก ๆ จะสามารถป้องกันภูตผีปีศาจได้ และยังทำให้เด็กคนนั้นเป็นคนเลี้ยงง่าย
หิ่งห้อย เชื่อว่า ถ้าเด็กหรือผู้ใหญ่คนใดจับหิ่งห้อยมาเล่น ต่อไปภาคหน้าหรือเมื่อแก่ตัว จะทำให้เป็นโรคมือสั่น

2. ความเชื่อเกี่ยวกับคนและกิริยาอาการ
กินบกจกลง คนล้านนาจะกินข้าวเหนียวเป็นหลัก โดยจะบรรจุข้าวเหนียวไว้ใน ไหข้าวที่ใช้นึ่งข้าว เวลากินข้าว ผู้เฒ่าผู้แก่จะสอนลูกหลานให้คดข้าวจากด้านบนก่อน ห้ามคดลงไปข้างล่างเจาะเอาเฉพาะข้าวที่อยู่ตรงกลางไห ในลักษณะที่เรียกว่า “กินบกจกลง” เชื่อว่า ถ้าบ้านใดกระทำเช่นนั้น จะทำให้ข้าวในยุ้งบกบางหรือ ลดลงอย่างรวดเร็ว หรือมิฉะนั้นก็ทำให้ข้าวของเงินทองพร่องลงไปมาก จนหมดสิ้นไปในที่สุด

กวาดเรือน ตามปรกติคนล้านนาจะกวาดเรือนตอนเช้าหรือตอนกลางวัน ถ้าไม่จำเป็นจะไม่กวาดเรือนเวลากลางคืน เพราะถือว่า การกวาดเรือนในตอนกลางคืน เป็นการกวาดเอาข้าวของเงินทองออกจากเรือนไป ความจริงคงเป็นเพราะว่าใน เวลากลางคืนมีแสงสว่างไม่เพียงพอ มองไม่เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่มีขนาดเล็ก อาทิ เข็มเย็บผ้า เป็นต้น อาจทำให้ข้าวของเครื่องใช้เหล่านั้นสูญหายได้ เมื่อมีคนที่เจ้าของเรือนไม่ชอบมานั่งพูดคุยด้วย ถ้าไม่อยากให้แขกรายนั้น มาอีก เมื่อเขากลับไปแล้วให้รีบเอาไม้กวาดๆ ไล่ พร้อมพูดเบาๆ ว่า “ไป ไป” เชื่อว่า บุคคลนั้นจะไม่มาเรือนนั้นอีก
3. ความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมและไสยศาสตร์

จกคอละอ่อน   คือการที่แม่ช่าง (หมอตำแย) หรือหมอทำคลอดใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปใน ลำคอของทารกแรกคลอด เพื่อล้วงเอาเสลดหรือเลือดที่ติดค้างในลำคอออกมา เชื่อว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ เมื่อโตขึ้นเด็กคนนั้นจะป่วยเป็นโรคหืดหอบได้
น้ำนม  เชื่อว่า ถ้าเอาน้ำนมของคนทาที่ศีรษะของเด็กทารกที่มีผมบาง จะทำให้ผม ขึ้นดกหนา ถ้าเอาน้ำนมหยอดตาคนที่เป็นโรคตาแดง ก็จะหาย และถ้าเอาน้ำนม มนุษย์ผสมกับดินปืนที่ใช้ทำบอกไฟดอก เชื่อว่าเมื่อจุดบอกไฟจะไม่ค่อยมีควันและ มีดอกสวยงามสว่างไสว
แกว่งข้าว  ถ้าเรือนใดมีเด็กทารกที่เลี้ยงยาก มักร้องไห้งอแงอยู่เสมอ ไม่ค่อยกินนม ในสมัยก่อนพ่อแม่จะเอาผ้าอ้อมของเด็กไปให้คนทำพิธีแกว่งข้าวให้ ใช้หม้อนึ่งและไหข้าว ช่วยในการทำนายโดยผู้ทำพิธีจะเอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมแล้วผูกด้วยด้าย เอา ปลายข้างหนึ่งไปผูกกับไม้ด้ามข้าว ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งผูกกับผ้าอ้อมเด็ก พร้อมกับ กล่าวลำดับเครือญาติของเด็กที่ได้ตายไปแล้ว ถ้าเรียกขานชื่อถึงญาติคนใดแล้ว ก้อนข้าวนั้นแกว่งไปมา แสดงว่าคน ๆ นั้นกลับชาติมาเกิด ชาวล้านนาเชื่อว่าถ้าได้ทำ พิธีนี้แล้ว เด็กทารกนั้นจะกลายเป็นคนเลี้ยงง่ายและโตวันโตคืน
เม่า  เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเด็กทารกในช่วงที่ยังกินนม อาการคือ บริเวณรอบริมฝีปาก และลิ้นของเด็กจะมีลักษณะคล้ายกับถูกน้ำร้อนลวกจนสุก ทำให้เด็กรู้สึกแสบแล้วร้องไห้ การรักษาโรคเม่าของคนสมัยก่อนนั้น พ่อแม่เด็กจะทำกรวยดอกไม้ จากนั้นจะนำกรวย ไปเสียบไว้ข้างฝาหรือหลังคาเรือน ทิ้งไว้ประมาณครึ่งวันจึงนำกรวยดอกไม้นั้นมา ทำพิธีเสกเป่าอีกครั้งหนึ่ง และทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน จนกว่าเด็กจะหาย
รก  ชาวล้านนาเชื่อว่าหลังจากคลอดแล้วแต่รกไม่ออกตามมา ให้ระวังว่ารกจะขึ้นปิด ลิ้นปี่จนทำให้เด็กหายใจไม่ออก และอาจถึงตายได้ ในสมัยก่อนต้องให้หมอเวทมนตร์ มาเสกคาถาสะเดาะเคราะห์ใส่น้ำให้แม่เด็กดื่มเพื่อบังคับรกให้ออก เมื่อนำรกไปฝัง ให้ใช้เข็มแทงลงไปที่ห่อรกแล้วจึงนำไปฝัง เชื่อว่าจะทำให้เด็กเจ้าของรก เป็นคนที่มีปัญญาฉลาดเฉียบแหลมเหมือนเข็ม หลังจากที่เด็กคลอดแล้ว ให้ตัดสายรกเก็บไว้สัก 1 ข้อมือ นำไปตากให้แห้ง เมื่อมีลูก หลายคนและลูก ๆ เติบโตแล้ว ให้ฝนสายรกที่เก็บไว้โดยรกของพี่ฝนให้น้องกินและรก ของน้องฝนให้พี่กิน เชื่อว่าลูก ๆ จะรักกัน ไม่ทะเลาะหรือเป็นศัตรูกัน ลูก  ถ้าลูกคนแรกเกิดมาเป็นผู้หญิงและมีหน้าตาเหมือนแม่ เชื่อว่าจะเป็นคนอาภัพ ถ้าเหมือนพ่อ จะมีวาสนาดี แต่ถ้าเป็นลูกชายและมีหน้าตาเหมือนพ่อ จะเป็นคน อาภัพ ถ้าเหมือนแม่จะมีวาสนาดี
สายดือ  หรือสายสะดือ หลังคลอด แม่ช่างหรือหมอตำแยจะตัดสายสะดือของทารก เชื่อว่าถ้าตัดสายสะดือเด็กจนเหลือสั้นเกินไป โตขึ้น เขาจะเป็นคนใจร้อน วู่วาม โมโหง่าย และถ้าเอาสายสะดือที่หลุดแล้วของลูกทุกคนมาตากแดดให้แห้งแล้วเก็บไว้ ภายหลัง เอาสายสะดือเหล่านั้นมาแช่น้ำให้ลูก ๆ ดื่ม เชื่อว่าลูกทุกคนจะรักกันมาก
สายแห่  หรือสายรก เถ้าเด็กที่คลอดออกมาเป็นชาย มีสายแห่พันรอบคอได้ 2 รอบ เชื่อว่าโตขึ้นเขาจะได้บวชเป็นสามเณรหรือพระภิกษุ
หลอนเดือน  การที่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดไปเยี่ยมทักทายแม่ของเด็กทารกที่เพิ่งคลอด และอยู่ไฟครบกำหนด 1 เดือนในวันนั้น และเป็นคนแรกที่ไปเยี่ยม เรียกว่าบุคคลผู้นั้นเป็น ผู้ไปหลอนเดือน เชื่อว่าถ้าอุปนิสัยใจคอของคนนั้นเป็นเช่นใด ต่อไปเด็กก็จะมีนิสัยเหมือน คนๆ นั้นด้วย
อุ๊ก  เป็นการเอาเด็กทารกแรกคลอดนอนในกระด้ง แล้วเอาผ้าห่มวงรอบตัวเด็กหลายรอบ ในลักษณะเป็นเกลียวขึ้นด้านบน เปิดบริเวณใบหน้าไว้โดยคลุมด้วยผ้าบางเพื่อป้องกัน ไม่ให้เด็ก ทารกถูกลม ให้กระทำเช่นนี้ ประมาณ 7 – 15 วัน แต่หากไม่ “อุ๊ก” ตัวอย่างนี้ เชื่อว่า ผิวหนังเด็กทารกจะไม่สวย มีลักษณะลายพร้อย กระดำกระด่างไปทั่วตัว
อุจจาระ  คนล้านนาเชื่อว่าถ้าเด็กไม่รู้เดียงสา ชอบเล่นอุจจาระของตัวเอง โตขึ้นเป็น ผู้ใหญ่จะปรุงอาหารเก่ง รสอร่อย
วันเนา  หรือวันเน่า คือ วันถัดจากวันสังขารล่อง หรือวันก่อนหน้าวันขึ้นปีใหม่ ปัจจุบัน ตรงกับวันที่ 14 เมษายน ชาวล้านนามีความเชื่อว่าถ้าได้ตัดไม้ในวันนี้ โดยเฉพาะ ไม้ไผ่แล้ว จะไม่มีแมลง เช่น มอด มากัดกินไม้ เพราะเนื้อไม้จะมีกลิ่นเน่าเหม็น เชื่อว่า ถ้าผู้ใดไม่ระวังปากไม่ระวังคำพูด มีการด่าแช่งกัน หรือทะเลาะกันในวันนี้ จะทำให้ปากของคนเหล่านั้นเน่าเหม็นตลอดไป